Blog

โรคหนองในแท้ สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และการรักษา

โรคหนองในแท้ สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และการรักษา

โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นหนึ่งในโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบบ่อย ซึ่งสามารถติดต่อได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ทุกช่องทาง โรคนี้สามารถพบได้ในทั้งเพศชายและเพศหญิง รวมถึงผู้ที่มีคู่นอนเพศเดียวกัน โดยผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น มีคู่นอนหลายคน หรือไม่ใช้ถุงยางอนามัยในการมีเพศสัมพันธ์ มีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ หากปล่อยไว้โดยไม่ได้รับการรักษา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง นอกจากนี้ การติดเชื้อหนองในยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการรับเชื้อเอชไอวี (HIV) ได้มากขึ้นอีกด้วย บทความนี้ จะนำเสนอข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับโรคหนองในแท้ ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย แนวทางการรักษา ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น ไปจนถึงการป้องกันที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพทางเพศที่ดีและปลอดภัย โรคหนองในแท้คืออะไร ? โรคหนองในแท้ (Gonorrhea) เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae โรคนี้สามารถติดต่อได้ทั้งจากการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทางทวารหนัก และทางปาก รวมถึงสามารถถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างการคลอดได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง และทันเวลา อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงต่อระบบสืบพันธุ์ สุขภาพโดยรวม รวมถึงปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดจากความกังวล และความไม่มั่นใจในตนเอง โรคหนองในแท้ สาเหตุเกิดจากอะไร ? สาเหตุของโรคหนองในแท้ มาจากการติดเชื้อแบคทีเรีย Neisseria gonorrhoeae ซึ่งสามารถติดต่อได้จากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย การเปลี่ยนคู่นอนบ่อยครั้ง การมีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทางทวารหนักที่ไม่ปลอดภัย การสัมผัสสารคัดหลั่งที่ปนเปื้อนเชื้อ รวมถึงการถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกในระหว่างคลอด … Read more

Love2Test แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับสุขภาพทางเพศ

Love2Test แพลตฟอร์มออนไลน์สำหรับสุขภาพทางเพศ

ปัจจุบัน สุขภาพทางเพศกลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) และเอชไอวี (HIV) ยังคงเป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก แม้ว่าความก้าวหน้าทางการแพทย์จะทำให้มีวิธีการป้องกันและรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่การเข้าถึงบริการเหล่านี้ยังคงเป็นปัญหาสำหรับหลายคน เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว Love2Test ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทุกคนสามารถตรวจหาเอชไอวีและดูแลสุขภาพทางเพศของตนเองได้ง่าย สะดวก และปลอดภัย ก้าวสำคัญสู่การลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีในประเทศไทย Love2Testเป็นแพลตฟอร์มนวัตกรรมที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันและลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) โดยมุ่งเน้นให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ชุดตรวจมาตรฐาน และแนวทางป้องกันที่มีประสิทธิภาพได้อย่างสะดวกและปลอดภัย แพลตฟอร์มนี้ไม่เพียงช่วยให้ประชาชนมีสุขภาพทางเพศที่ดีขึ้น แต่ยังส่งเสริมการดูแลตนเองอย่างมั่นใจ ไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ใดหรือมีไลฟ์สไตล์แบบไหน Love2Testพร้อมเป็นเพื่อนคู่คิดด้านสุขภาพทางเพศที่เข้าถึงได้ง่าย สร้างสังคมที่เปิดกว้าง ปราศจากการตีตรา และมุ่งสู่อนาคตที่ปลอดภัยจากเอชไอวี แพลตฟอร์ม Love2Test คืออะไร? Love2Testเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาโดย มูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) ภายใต้การนำของ คุณปัญญาพล พิพัฒน์คุณอานนท์ เพื่อนำเสนอบริการด้านสุขภาพทางเพศแบบครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเอชไอวี การเข้าถึงยา PrEP และ PEP การให้คำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ และการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพทางเพศ ผ่านระบบที่เป็นมิตร ใช้งานง่าย และให้ความเป็นส่วนตัวแก่ผู้ใช้ Love2Testสุขภาพทางเพศที่ปลอดภัยและเข้าถึงได้ Love2Testคือ แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดของเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STDs) โดยมอบบริการตรวจคัดกรองและเครื่องมือป้องกันที่สะดวก ปลอดภัย และเป็นส่วนตัว … Read more

PEP คือ อะไร ทำความเข้าใจก่อนรับประทาน

PEP คือ อะไร? ทำความเข้าใจก่อนรับประทาน

ในยุคปัจจุบันที่สุขภาพทางเพศได้รับความสนใจมากขึ้น การป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โดยเฉพาะ HIV (Human Immunodeficiency Virus) เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสนใจ หนึ่งในมาตรการที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ HIV ได้ คือ PEP หรือ Post-Exposure Prophylaxis หลายคนอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับ PEP แต่ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ใช้งานอย่างไร และเหมาะกับใครบ้าง ในบทความนี้ เราจะอธิบายทุกแง่มุมของPEP ตั้งแต่ความหมาย กลไกการทำงาน วิธีการใช้ ไปจนถึงความแตกต่างระหว่าง PEP และ PrEP รวมถึงแหล่งที่สามารถขอรับยาได้ เพื่อให้คุณมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับมาตรการป้องกันที่สำคัญนี้ PEP คือ อะไร? เป๊ป PEP (Post-Exposure Prophylaxis) คือ การใช้ยา ต้านไวรัส เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ HIV หลัง จากมีความเสี่ยง เช่น การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน การสัมผัสเลือดหรือของเหลวในร่างกายที่อาจมีเชื้อ หรือถูกเข็มที่ปนเปื้อนเชื้อ HIV ทิ่มตำ ต้องรับประทานภายใน 72 ชั่วโมง หลังจากมีความเสี่ยง … Read more

Categories PEP
PrEP Bangkok หนึ่งทางเลือกในการป้องกันเอชไอวี

PrEP Bangkok | หนึ่งทางเลือกในการป้องกันเอชไอวี

ในปัจจุบัน การป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ๆ อย่างกรุงเทพมหานคร ที่มีการเข้าถึงข้อมูลและบริการทางการแพทย์อย่างครบวงจร หนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีคือการใช้ยาPrEP (Pre-Exposure Prophylaxis) ซึ่งเป็นยาที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อได้อย่างมีนัยสำคัญ สำหรับผู้ที่สนใจและต้องการเริ่มต้นการใช้PrEP ในกรุงเทพฯ บทความนี้จะกล่าวถึง ความสำคัญของเพร็พ ข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวกับเพร็พ และ PrEP Bangkok สามารถรับบริการได้ที่ไหนบ้าง ? ยา PrEP คืออะไร PrEP หรือ Pre-Exposure Prophylaxis คือยาต้านไวรัสที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ก่อนที่จะเกิดความเสี่ยงต่อการสัมผัสเชื้อ โดยยานี้มีส่วนประกอบหลักคือยาที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งการทำงานของไวรัสเอชไอวีอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ PrEP เป็นแนวทางป้องกันที่เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่มีเชื้อเอชไอวี แต่มีโอกาสสัมผัสกับความเสี่ยงสูง เช่น ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันหรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น PrEP ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อเอชไอวีได้สูงสุดเกือบ 100% หากรับประทานอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ การรักษาแบบนี้ถือเป็นนวัตกรรมสำคัญในยุคปัจจุบันที่มีการรณรงค์ป้องกันการแพร่ระบาดของเอชไอวีทั่วโลก ความสำคัญของ PrEP การใช้ PrEP มีบทบาทสำคัญในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประชากรที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี จุดเด่นของ PrEP ได้แก่ ใครบ้างที่เหมาะกับ PrEP … Read more

9 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ ยา เพร็พ

9 เรื่องที่คุณควรรู้เกี่ยวกับ ยา เพร็พ

ยา เพร็พ (PrEP – Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นยาที่มีบทบาทสำคัญในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อแต่ยังไม่เข้าใจรายละเอียดหรือประโยชน์ของยาเพร็พอย่างถ่องแท้ ยาเพร็พทำงานโดยช่วยลดโอกาสในการติดเชื้อเอชไอวีล่วงหน้าก่อนที่จะมีการสัมผัสเชื้อ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมความมั่นใจในการดูแลสุขภาพและความสัมพันธ์ของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 9 เรื่องสำคัญเกี่ยวกับยาเพร็พ เพื่อให้คุณมีข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน ในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนรอบข้าง 1. ทำความรู้จักกับยาเพร็พ ยาเพร็พ (Pre-Exposure Prophylaxis) เป็นยาที่ใช้สำหรับการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนที่จะมีความเสี่ยง โดยเป็นยาต้านไวรัสที่ทำงานเพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายและแพร่กระจายไปในกระแสเลือด ยาเพร็พเหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี เช่น ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันหรือผู้ที่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น เมื่อทานยาเพร็พอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ยาเพร็พเป็นมาตรการเชิงป้องกันที่สำคัญในการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวีในปัจจุบัน 2. ยา เพร็พ เหมาะกับใคร? ยาเพร็พ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งรวมถึง หากคุณเป็นหนึ่งในกลุ่มที่กล่าวมา การปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยงและเริ่มต้นการใช้ยาเพร็พถือเป็นทางเลือกที่สำคัญในการดูแลสุขภาพ 3. ยาเพร็พสามารถป้องกันเอชไอวีได้มากแค่ไหน? การใช้ยาเพร็พอย่างถูกวิธีและต่อเนื่อง จะช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด จากการศึกษาพบว่า ยาเพร็พสามารถลดความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้เกือบ 100% อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของยาเพร็พจะขึ้นอยู่กับความสม่ำเสมอในการใช้ยา ผู้ใช้ต้องทานยาเพร็พทุกวันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ระดับยาในร่างกายมีเพียงพอที่จะป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ นอกจากนี้ การเข้ารับการตรวจสุขภาพและติดตามผลกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญเพื่อประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการใช้ยา 4. วิธีการใช้ยาเพร็พที่ถูกต้อง วิธีการใช้ยาเพร็พที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ผู้ที่ต้องการเริ่มใช้ยาเพร็พควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้ … Read more

คำขวัญวันเอดส์โลก 2024

ก้าวไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง | คำขวัญวันเอดส์โลก

วันเอดส์โลก (World AIDS Day) ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 1 ธันวาคม 2024 นับเป็นโอกาสสำคัญที่ทั่วโลกจะได้ร่วมกันแสดงพลังและความมุ่งมั่นในการต่อสู้กับโรคเอดส์ ภายใต้ คำขวัญวันเอดส์โลก “ก้าวไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง” (Take the rights path) สะท้อนถึงความพยายามระดับโลกในการมุ่งสู่เป้าหมายการยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2030 ความสำคัญของวันเอดส์โลก วันเอดส์โลกเป็นโอกาสสำคัญที่ทั่วโลกจะได้ร่วมกันรณรงค์สร้างความตระหนักเกี่ยวกับโรคเอดส์ ทั้งในแง่การป้องกัน การรักษา และการลดการตีตราทางสังคม โดยในปี 2024 นี้ มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ติดเชื้อ HIV การอยู่ร่วมกับเอชไอวี การมีเชื้อเอชไอวีในปัจจุบันไม่ใช่อุปสรรคต่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพอีกต่อไป ด้วยความก้าวหน้าทางการแพทย์และการสนับสนุนทางสังคม เส้นทางที่ถูกต้องสู่การยุติปัญหาเอดส์ การก้าวไปตามเส้นทางที่ถูกต้องประกอบด้วยหลายมิติ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน การจะก้าวไปตามเส้นทางที่ถูกต้องได้นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ก้าวต่อไปสู่อนาคต การรณรงค์วันเอดส์โลก 2024 ภายใต้แนวคิด “ก้าวไปตามเส้นทางที่ถูกต้อง” เป็นการตอกย้ำว่า เราทุกคนมีบทบาทสำคัญในการร่วมกันยุติปัญหาเอดส์ ผ่านการสร้างความเข้าใจ การป้องกัน การรักษา และการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเท่าเทียม เพื่อให้โลกของเราปราศจากการติดเชื้อ HIV รายใหม่และการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ในอนาคต อ่านบทความอื่นๆเพิ่มเติม การก้าวไปตามเส้นทางที่ถูกต้องสู่การยุติปัญหาเอดส์ภายในปี 2030 เป็นความท้าทายที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การดำเนินงานบนพื้นฐานของสิทธิมนุษยชน … Read more

ตรวจไม่พบ เท่ากับ ไม่แพร่เชื้อ

U=U ตรวจไม่พบ เท่ากับ ไม่แพร่เชื้อ

U=U (Undetectable = Untransmittable) หรือ “ตรวจไม่พบ เท่ากับ ไม่แพร่เชื้อ” เป็นแนวคิดที่เปลี่ยนแปลงทัศนคติและความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของผู้ติดเชื้อเอชไอวีอย่างสิ้นเชิง จากในอดีตที่การติดเชื้อเอชไอวีถูกมองว่าเป็น “โรคร้ายแรงที่รักษาไม่หาย” มาสู่ยุคปัจจุบันที่ผู้ติดเชื้อสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้ หากได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม U=Uเป็นแนวคิดทางการแพทย์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี และการลดการตีตราในสังคม ความหมายของ U=U U=Uย่อมาจาก “Undetectable = Untransmittable” ซึ่งแปลเป็นไทยได้ว่า “ตรวจไม่พบ = ไม่แพร่เชื้อ” โดยมีความหมายดังนี้ ความสำคัญของแนวคิดU=U อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือผู้ติดเชื้อต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ และรักษาระดับไวรัสให้อยู่ในระดับที่ตรวจไม่พบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แนวคิด U=Uมีผลในทางปฏิบัติ เงื่อนไขสำคัญของ U=U เงื่อนไขทั้งสามนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จของแนวคิด U=Uผู้ติดเชื้อต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น และเพื่อสุขภาพที่ดีของตนเองด้วย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ การศึกษาวิจัยหลายชิ้นได้ยืนยันแนวคิดนี้ โดยเฉพาะงานวิจัยสำคัญ เช่น งานวิจัยเหล่านี้ให้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่แข็งแกร่งสนับสนุนแนวคิดU=U โดยแสดงให้เห็นว่าผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับการรักษาจนมีปริมาณไวรัสต่ำมากจนตรวจไม่พบ ไม่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นผ่านการมีเพศสัมพันธ์ได้ ผลการศึกษาเหล่านี้นำไปสู่การยอมรับแนวคิด U=Uในวงการแพทย์และสาธารณสุขทั่วโลก ข้อดีของการตรวจไม่พบเท่ากับไม่แพร่เชื้อ ความสำคัญต่อสาธารณสุข แนวคิดU=U มีความสำคัญต่องานสาธารณสุขหลายด้าน แนวคิด U=Uจึงมีความสำคัญอย่างมากในการควบคุม และยุติปัญหาเอดส์ในระดับสาธารณสุข U=U … Read more

Categories U=U
เริมที่ปาก สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโรคนี้

เริมที่ปาก สิ่งที่คุณควรรู้เกี่ยวกับโรคนี้

เริมที่ปาก เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่พบได้บ่อยในประชากรทั่วไป แม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็สามารถสร้างความรำคาญและความไม่สบายให้กับผู้ป่วยได้ไม่น้อย บทความนี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเริมที่ปาก ตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงวิธีการป้องกัน สาเหตุของเริมที่ปาก เริมที่ปากเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes Simplex Virus หรือ HSV) ซึ่งมีสองชนิดหลัก ได้แก่ การติดต่อ ไวรัสนี้แพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสโดยตรงกับบริเวณที่ติดเชื้อ เช่น อาการของ เริมที่ปาก อาการของเริมที่ปากมักเกิดขึ้นเป็นระยะๆ โดยมีขั้นตอนดังนี้: ปัจจัยกระตุ้น ปัจจัยที่อาจกระตุ้นให้เกิดการกำเริบของเริมที่ปาก ได้แก่ การวินิจฉัย แพทย์สามารถวินิจฉัยเริมที่ปากได้จาก การป้องกัน เริมที่ปาก การป้องกันที่ดีที่สุดคือการลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและการกำเริบ การรักษา เริมที่ปาก แม้ว่าจะไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด แต่มีวิธีจัดการอาการและลดระยะเวลาการเกิดแผลได้ ดังนี้ คำถามที่พบบ่อย (FAQs) เพื่อให้ข้อมูลครบถ้วนยิ่งขึ้น เรามาดูคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเริมที่ปากกัน คำถาม คำตอบ เริมที่ปากสามารถหายขาดได้หรือไม่ ? ไม่สามารถหายขาดได้ เนื่องจากไวรัสจะอยู่ในร่างกายไปตลอด แต่สามารถควบคุมอาการ ลดความถี่ของการกำเริบได้ เริมที่ปากติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้หรือไม่ ? ได้ โดยเฉพาะในกรณีของการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก … Read more

ฝีดาษวานร Mpox

ฝีดาษวานร | Mpox

ฝีดาษวานร (Mpox) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่มีต้นกำเนิดในทวีปแอฟริกา โดยพบครั้งแรกในลิงทดลองเมื่อปี 2501 และพบการติดเชื้อในมนุษย์ครั้งแรกในปี 2513 ที่ประเทศคองโก ชื่อฝีดาษวานรอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นโรคที่พบเฉพาะในลิง แต่ความจริงแล้วสัตว์ฟันแทะหลายชนิดในแอฟริกาเป็นพาหะของโรคนี้ การระบาดครั้งใหญ่นอกทวีปแอฟริกาเกิดขึ้นในปี 2565 ทำให้ทั่วโลกตื่นตัวและให้ความสนใจกับโรคนี้มากขึ้น องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประกาศให้การระบาดของฝีดาษวานรเป็นภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศ (Public Health Emergency of International Concern – PHEIC) ในเดือนกรกฎาคม 2565 สาเหตุและการติดต่อ ฝีดาษวานรเกิดจากเชื้อไวรัส Mpox virus ซึ่งอยู่ในตระกูล Orthopoxvirus เช่นเดียวกับไวรัสที่ก่อโรคฝีดาษในมนุษย์ การติดต่อสามารถเกิดได้หลายทาง อาการและการวินิจฉัย ฝีดาษวานร ระยะฟักตัวของโรคอยู่ที่ประมาณ 5-21 วัน โดยทั่วไปมักมีอาการดังนี้ ผื่นจะพัฒนาจากจุดแดงเป็นตุ่มนูน ตุ่มน้ำ และสุดท้ายกลายเป็นสะเก็ดแห้งหลุดลอกไป กระบวนการนี้อาจใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ การวินิจฉัย ทำได้โดยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจPCRจากตัวอย่างผื่นหรือสารคัดหลั่ง การรักษาและการป้องกัน การรักษาส่วนใหญ่เป็นการรักษาตามอาการ เช่น การให้ยาลดไข้ บรรเทาปวด … Read more

สถานะตรวจไม่เจอ (Undetectable) ทำอย่างไร

สถานะตรวจไม่เจอ (Undetectable) ทำอย่างไร?

การอยู่ใน สถานะตรวจไม่เจอ หรือ Undetectable เป็นเป้าหมายสำคัญสำหรับผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี เมื่อปริมาณไวรัสในเลือดลดลงจนต่ำกว่าระดับที่เครื่องมือทางการแพทย์จะตรวจพบได้ (โดยทั่วไปคือต่ำกว่า 20-50 copies ต่อมิลลิลิตรของเลือด) จะถือว่าอยู่ในสถานะ Undetectable การบรรลุและรักษาสถานะนี้ไว้ไม่เพียงแต่ส่งผลดีต่อสุขภาพของผู้ติดเชื้อเท่านั้น แต่ยังช่วยป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้อีกด้วย นี่คือวิธีการที่ละเอียดและครอบคลุมเพื่อช่วยให้คุณบรรลุและรักษาสถานะ Undetectable สถานะตรวจไม่เจอ ทำได้โดยการเริ่มรักษาโดยเร็ว การเริ่มรับประทานยาต้านไวรัสทันทีที่ทราบผลการติดเชื้อ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้เริ่มการรักษาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยไม่คำนึงถึงระดับ CD4 หรือระยะของโรค รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การรับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง อย่างเคร่งครัด เป็นกุญแจสำคัญในการเข้าสู่สถานะ Undetectable การกำหนดเวลารับประทานยาที่แน่นอนและสอดคล้องกับกิจวัตรประจำวัน การใช้กล่องใส่ยาแบ่งตามวัน และการตั้งเตือนในโทรศัพท์มือถือหรือนาฬิกา เป็นเทคนิคที่ช่วยให้รับประทานยาได้อย่างสม่ำเสมอ การพกยาติดตัวเผื่อกรณีฉุกเฉินและการวางแผนล่วงหน้าสำหรับการเดินทางหรือการเปลี่ยนแปลงกิจวัตรก็เป็นสิ่งสำคัญ การพลาดยาแม้เพียงไม่กี่ครั้งอาจทำให้ไวรัสกลับมาเพิ่มจำนวนได้ และการรับประทานยาไม่สม่ำเสมออาจนำไปสู่การดื้อยา ซึ่งจะทำให้การรักษายากขึ้น ติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ การพบแพทย์ตามนัด และตรวจวัดปริมาณไวรัสในเลือดอย่างสม่ำเสมอ เป็นสิ่งสำคัญในการติดตามประสิทธิภาพของการรักษา จัดการกับผลข้างเคียงของยา ผลข้างเคียงของยาต้านไวรัส อาจส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและความสม่ำเสมอในการรับประทานยา การจัดการกับผลข้างเคียงอย่างมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ ผลข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ผื่นผิวหนัง อาการเหนื่อยล้า ปวดหัว … Read more